Somboon's Translation: Thai into English

About

DSC00257This website is for students who have enrolled to study this course in the semester 1/2009.

 

 

โครงสร้างภาษาสำหรับนักแปล

นักภาษาศาสตร์แบ่งภาษาในโลกนี้ออกเป็น 2 แบบ คือ

  1. 1.               ภาษาที่มีภาคประธานและภาคแสดง (subject-predicate) เป็นลักษณะเด่น เช่น แม่ ตี ลูก ภาคประธาน คือ แม่ ส่วนภาคแสดงคือ กริยา ตี และ กรรม ลูก

2.               ภาษาที่มีความหลัก ตามด้วยความนำเสนอ (topic-comment) เป็นลักษณะเด่น เช่น รองเท้านี้ ฉันใส่ไม่ได้  ความหลักคือ รองเท้านี้ ความนำเสนอ คือ ฉันใส่ไม่ได้

ในประโยค แม่ตีลูก แม่เป็นประธานกระทำกริยา ตี และลูก เป็น ผู้รับกระทำ แต่ในประโยค รองเท้านี้ ฉันใส่

ไม่ได้ นั้น รองเท้า มิได้เป็นประธาน ซึ่งทำกริยา ใส่ แต่เป็นการบอกให้ผู้ฟังทราบว่า ผู้พูดต้องการจะพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ รองเท้านี้ ดังนั้น รองเท้านี้ จึงเป็นความหลัก ไม่ใช่ประธาน และ ฉันใส่ไม่ได้ เป็นการบอกข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับความหลักว่า ผู้พูดใส่ไม่ได้

ความหลักและความนำเสนอไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ทางไวยากรณ์เช่นเดียวกับ ประธานและกริยา เพียง

แต่มีความหมายสัมพันธ์กันก็พอ

ดังนั้นในการแปลภายไทย หลักการที่สำคัญคือต้องให้ได้ใจความของประโยคที่แปล โดยไม่ผิดไปจาก 

ความหมายเดิม ไม่จำเป็นต้องรักษาทุก ๆ คำ การแปลคำต่อคำ มิใช่เป็นการแปลที่ถูกต้อง แถมอาจจะสื่อความหมายที่ผิด 

ไปจากข้อความต้นฉบับไปเลยก็ได้ 

เพราะฉะนั้น ผู้แปล ที่ดีต้องรู้จักโครงสร้างของประโยคในภาษาทั้งสองที่ทำการแปล

สำหรับภาษาที่มีภาคประธานและภาคแสดง (subject-predicate) เป็นลักษณะเด่นของภาษาอังกฤษก็ว่าได้ เพื่อ

ให้การแปลภาษาไทยเป็นอังกฤษง่ายขึ้น ควรต้องเข้าใจรูปแบบประโยคในภาษาอังกฤษเสียก่อน เมื่อสรุปที่สำคัญๆ แล้ว

จะเห็นได้ว่า โครงสร้างพื้นฐานของประโยคในภาษาอังกฤษมีอยู่เพียง 6 แบบ ซึ่งควรที่จะจดจำให้แม่นยำ เพราะจะช่วย

ให้สามารถวิเคราะห์โครงสร้างของประโยคต่าง ๆ ในภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น และเวลาแปลจากภาษาไทย จะได้ใช้

รูปแบบประโยคใดประโยคหนึ่ง เพื่อให้ได้ความหมายใกล้เคียงกับประโยคในภาษาไทยให้ได้มากที่สุด

1. subject+verb (ประธาน+กริยา)

2. subject+verb+object (ประธาน+กริยา+กรรม)

3. subject+verb+indirect object+direct object (ประธาน+กริยา+กรรมรอง+ กรรมตรง)

4. subject + verb + subjective complement (ประธาน+กริยา+ส่วนสัมพันธ์กับประธาน)

5. subject + verb + object + objective complement (ประธาน+กริยา+กรรม+ส่วนสัมพันธ์กับกรรม)

6. adverb + verb + subject (กริยาวิเศษณ์+กริยา+ประธาน)

 

โครงสร้างประโยคที่ 1

subject + verb หรือ ประธาน+กริยา

ประโยคจะประกอบด้วยเพียงคำ 2 คำ ก็สามารถเป็นประโยค (Sentence) ได้ เนื่องจาก ว่ากริยาในภาษาอังกฤษ

แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ

1. อกรรมกริยา (intransitive verb) ซึ่งหมายถึงกริยาที่ไม่ต้องการกรรม (object)

2. สกรรมกริยา (transitive verb) ซึ่งหมายถึงกริยาที่ต้องการกรรม (object) ฉะนั้น คำกริยา (verb) ในโครงสร้าง

ประโยคแบบที่ 1 นั้นต้องเป็น อกรรมกริยา (intransitive verb) แน่นอน เช่น I ran (ฉันวิ่ง), She comes (หล่อนมา), The boy swims (เด็กว่ายน้ำ) ซึ่งจะแบ่งรูปประโยคได้ดังนี้

ภาคประธาน (Subject)         ภาคแสดง (Predicate)
I               ran
She          comes
The boy swims

 

โครงสร้างประโยคที่ 2

Subject + verb + object หรือ ประธาน+กริยา+กรรม

ประโยคจะประกอบด้วยเพียงคำ 3 คำ ซึ่งแสดงว่า คำกริยา (verb) ในโครงสร้างประโยคนี้เป็น สกรรมกริยา

(Transitive verb) เช่น

The boy hit the dog. (เด็กตีหมา)

The dog bit him. (หมากัดเขา)

He wants to help her. (เขาต้องการช่วยเธอ)

She enjoys learning English. (หล่อนสนุกกับการเรียนภาษาอังกฤษ)

I know that she will come here. (ฉันรู้ว่าหล่อนจะมาที่นี้)

ซึ่งจะแบ่งรูปประโยคได้ดังนี้

ภาคประธาน (Subject)

ภาคแสดง (Predicate)

กริยา (Verb)

กรรม (Object)

The Boy  hit the dog.
The dog bit him.
He wants      to help her.
She enjoys learning English.
I know       that she will come here.

 

หมายเหตุ 1. ให้สังเกตกรรม (object) ซึ่งมีรูปต่าง ๆ กัน สิ่งที่จะเป็นกรรม (object) ของประโยคได้มี 2 ชนิด

เท่านั้น คือ

1. คำนาม (Nouns)

2. คำนามเที่ยบเท่า (Noun Equivalents) ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ

2.1 คำสรรพนาม (Pronouns)

2.2 วลีนาม (Noun Phrases) มี 2 รูป

2.2.1 Infinitive Phrase เช่น He wants to help her. To learn English is good.

2.2.2 Gerundial Phrase เช่น He enjoys learning English. Swimming every day makes me healthy.

2.3 นามานุประโยค (Noun Clause) คือ Clause ที่ทำงานอย่างคำนาม มักจะนำด้วย question words

ต่างๆ หรือนำด้วย conjunction  “if, whether…..(or not), that เช่น Whatever will be will be. I don’t care whatever will be. What you want is what I want. Everything depends on what you told me yesterday.

 

โครงสร้างประโยคที่ 3

subject + verb + indirect object + direct object ประธาน+กริยา+กรรมรอง+กรรมตรง

ก่อนอื่นควรทราบว่า กรรม (object) ใหญ่ ๆ ในภาษาอังกฤษมีอยู่ 3 ชนิด คือ

1. กรรมตรง (direct object) หมายถึง กรรมที่รับการกระทำจากคำกริยาโดยตรง (direct) ฉะนั้นกรรม (object)ในโครงสร้างประโยคแบบที่ 2 เป็นกรรมตรง (direct object)ทั้งสิ้น

2. กรรมรอง (indirect object) หมายถึง กรรมที่รับผลประโยชน์จากการกระทำเท่านั้น และจะต้องมีกรรม 2 ตัว (object) ในประโยคเสมอ

3. กรรมของบุพบท (Prepositional object) หมายถึง กรรมที่ต่อท้ายคำบุพบท (Preposition) ทั้งหลาย

สำหรับโครงสร้างประโยคที่ 3 นี้ ใช้กับคำกริยา (verb) ต่อไปนี้เท่านั้น คือ buy, bring, hand, pass, leave, lend, pay, read, sell, send, show, tell, write, repair, fix, give

ตัวอย่างเช่น

My father bought me a car. (พ่อของฉันซื้อรถให้ฉัน)

We show her our pictures. (เราให้เธอดูรูปของเรา)

She writes her friend a letter. (หล่อนเขียนจดหมายไปหาเพื่อนของหล่อน)

He gave his dog some food. (เขาให้อาหารกับหมาของเขา)

ซึ่งจะแบ่งรูปประโยตได้ดังนี้

ภาคประธาน (Subject)

ภาคแสดง (Predicate)

กริยา (Verb)

กรรมรอง

(Indirect Object)

กกรรมตรง (Direct Object)

My father bought me a car.
We show her our picture.
She writes     her friend a letter.
He gave his dog    some food.

 

หมายเหตุ โครงสร้างประโยคที่ 3 นี้ สามารถเขียนได้อีกแบบหนึ่ง ซึ่งยังมีความหมายเหมือนเดิม ดังนี้

My father bought a car for me.

We show our pictures to her.

She writes a letter to her friend.

He gave some food to his dog.

จะสังเกตเห็นว่า กรรมรอง (indirect object) ทั้งหลายในประโยคเดิมจะเปลี่ยนหน้าที่ (Function) เป็นกรรมของ

บุพบท (prepositional object)

ข้อสังเกตอีกอย่างที่ง่ายต่อการจำก็คือ วัตถุสิ่งของเมื่อใช้เป็นกรรม มันก็คือ direct object ส่วนถ้าใช้บุคคล เป็น

กรรม มันก็เป็น indirect object ตัวอย่างเช่น My father bought a car for me. กรรมตรง (direct object) คือ car หรือ

รถยนต์ เป็นวัตถุ ส่วน กรรมรอง (indirect object) คือ me หรือ ฉัน เป็นบุคคล

 

โครงสร้างประโยคที่ 4

subject + verb + Subject Complement ประธาน+กริยา+ส่วนขยายประธาน

Subject complement หลักไวยากรณ์ถือว่าเป็นคำหรือกลุ่มคำที่ตามหลัง verb to BE หรือตามหลัง คำกริยาเทียบเท่า Verb to BE (BE Equivalents) ได้แก่ appear, become, seem, feel, smell, taste, continue, sound หรือตามหลัง

คำกริยาปรกติ (Full verbs) ที่ใช้ในลักษณะคำกริยา เทียบเท่า Verb to BE เช่น break (He broke loose); come (His dreams come true); fall (He falls ill); fly (The door flew open); get (I got well); grow (He grew old); keep (It kept well); look (You look pale); prove (It proves true); remain (He remains calm); run (it ran dry); stay (It stays clean); turn (The milk turns sour); wear (Cloth wears thin); work (The screw worked loose).

การที่เรียกคำกริยาต่าง ๆ ข้างต้นว่า BE Equivalents นั้น เพราะคำกริยาเหล่านั้นสามารถแทน ด้วย verb to BE ได้ในความหมายเดียวกัน เช่น

He looks pale. = He is pale.

His dreams came true. = His dreams were true.

She stays here. = She is here.

He remains calm. = He was calm.

My brother becomes a monk. = My brother is a monk.

และการที่เรียกคำหรือกลุ่มคำที่ตามหลัง Verb to BE หรือ BE Equivalents ว่า Subjective Complement นั้น เพราะ Complement ดังกล่าวจะเป็นส่วนเดียวกันหรือสัมพันธ์กับส่วนประธาน (Subject) เสมอ เช่น

Mr. Smith is a dentist. (นายสมิทเป็นหมอฟัน)

It was you. (เป็นคุณ)

This milk tastes sour. (นมนี้เปรี้ยว)

She stays here. (หล่อนอยู่ที่นี้)

The soldier was fighting bravely. (ทหารได้ต่อสู้อย่างกล้าหาญ)

He seemed to fall down. (เขาดูเหมือนจะล้ม)

The book is in two parts. (หนังสือมีอยู่สองภาค)

That is what I want. (นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการ)

ซึ่งแบ่งรูปประโยคได้ด้งนี้

ภาคประธาน (Subject)

ภาคแสดง (Predicate)

กริยา (Verb)

ส่วนขยายประธาน

(Subjective Complement)

Mr. Smith is a dentist.
It             was you.
This milk               tastes      sour.
She          stays       here.
The soldier was fighting bravely.
He           seemed   to fall down.
The book is in two parts.
That is what I want.

 

หมายเหตุ Subjective Complement นั้นเป็นคำอะไรก็ได้ ซึ่งสามารถนำมาต่อท้าย verb to BE หรือ BE Equivalent ได้ ซึ่งแยกเป็นรูปร่างต่าง ๆ ได้ 8 ชนิด ดังนี้ 1. Noun,  2. Pronoun,  3. Adjective,  4. Adverb  5. Present Participle or Gerund, 6 Infinitive, 7.Prepositional Phrase 8. Noun Clause. แต่อย่างไรก็ดี Subject Complement ส่วน ใหญ่จะเป็นคำ Adjectives.

 

โครงสร้างประโยคที่ 5

subject+verb+object+objective complement ประธาน+กริยา+กรรม+ส่วนขยายกรรม

Complement หรือส่วนสมบูรณ์ของประโยคแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ 1. Subjective Complement (ดูโครงสร้างประโยคที่ 4) 2. Objective Complement (ส่วนสมบูรณ์ของภาคกรรม) จะเป็นส่วนเดียวกัน หรือสัมพันธ์กับภาคกรรม

เช่น

He keeps me waiting for him. (เขาให้ฉันรอเขา)

The people elect him a representative. (ประชาชนเลือกเขาเป็นตัวแทน)

My mother asked me to study hard. (แม่ของฉันบอกให้ฉันเรียนหนัก)

The jury found the prisoner guilty. (ผู้พิพากษาตัดสินนักโทษว่าผิด)

His treats filled her with terror. (การล้อเล่นของเขาทำให้เธอกลัว)

You have made me what I am. (คุณทำให้ฉันเป็นอย่างที่ฉันเป็น)

ภาคประธาน

ภาคแสดง

กริยา

กรรม

ส่วนสมบูรณ์

The people elect him a representative.
My mother asked me to study hard.
The jury  found the prisoner guilty.
His treats               filled       her with terror.
You have made me what I am.
He           keeps me waiting for him.

 

หมายเหตุ

1. Objective Complement จะเป็นส่วนเดียวกันหรือสัมพันธ์กับภาคกรรม

2. เป็นคำหรือกลุ่มคำอะไรก็ได้ ซึ่งพอสรุปได้ว่าส่วนใหญ่จะเป็น Noun, Noun Phrase, Adjective, Noun Clause

3. คำกริยา (verbs) ที่สามารถนำมาสร้างประโยคตามโครงสร้างพื้นฐาน 5 ได้มักจะเป็น คำกริยาต่อไปนี้ call, make, crown, appoint, found, baptize, choose, elect, entitle, nominate, set, proclaim, ask, let, do keep.

 

โครงสร้างประโยคที่ 6

Adverb+Verb+Subject กริยาวิเศษณ์+กริยา+ประธาน

โครงสร้างประโยคแบบที่ 6 นี้ มักจะพบมากในภาษาเขียน (Written English) เพราะเป็น โครงสร้างที่เน้นความ

(Emphatic Meaning) เช่น

Seldom were the train on time. (รถไฟมาตรงเวลาไม่บ่อยนัก)

There goes Charlie. (ชาร์ลี เอาอีกแล้ว)

Here is Sam. (แซมอยู่ที่นี้)

Up jumped the lion. (สิงโตกระโดด)

Near the bush lay a big tiger. (เสือนอนอยู่ใกล้พุ่มไม้)

ซึ่งแยกรูปประโยคได้ดังนี้

ภาคแสดง (Predicate)

ภาคประธาน (Subject)

กริยาวิเศษณ์ (Adverb)

กริยา (Verb)

Seldom, on time were the train.
There      goes Charlie.
Here is             Sam.
Up jumped   the lion.
Near the bush lay a big tiger.

 

หมายเหตุ

1. โครงสร้างประโยคที่ 6 ส่วนใหญ่จะใช้กับคำ There และ Here + Helping verbs

2. บางครั้ง Here และ There ยังนำไปใช้กับคำกริยา go และ come

3. นอกจาก Here และ There แล้ว Adverb of Frequency ยังนำมาใช้กับ โครงสร้างประโยค แบบนี้ด้วย

4. รูป Adverb ที่นำมาใช้กับโครงสร้างประโยคแบบที่ 6 นี้ อาจเป็นคำคำเดียว (Single Adverb) หรือกลุ่มคำที่ทำหน้าที่ Adverb (Word group Adverb) ก็ได้

 

Conditional Sentences

             Conditional Sentences คือประโยคที่แสดงเงื่อนไขและมักจะใช้ if เชื่อมประโยค Clause (ประโยคย่อย) ที่มี if ขึ้นต้น เราเรียกว่า if clause ส่วนอีกประโยคหนึ่ง เรียกว่า  main clause

If ………………………, …………………………

………………………if ……………………….. .

    If สามารถขึ้นต้นประโยคหรืออาจจะอยู่กลางประโยคก็ได้ (สังเกตการใช้เครื่องหมาย,)

    if clause แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ Type 1, Type 2 และ Type 3

Type 1

a. ใช้กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (natural laws) ทางด้านวิทยาศาสตร์ หรือการกระทำที่เป็นนิสัยของแต่ละบุคคล (habitual actions) ข้อความเหล่านี้จะเป็นข้อความทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นความจริงเสมอ และเมื่อเหตุการณ์แรกเกิดขึ้น เหตุการณ์ที่สองจะเกิดขึ้นเสมอ

If

you heat water, it boils.
it is rainy, Jim usually walks to school.

b. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าเหตุการณ์แรกเกิดขึ้น เหตุการณ์ที่สองก็จะเกิดขึ้นตามมาด้วย

If

you see him, tell him to write to me.
you don’t want to get fat. Stop eating too much

 

C. ใช้แสดงว่าเหตุการณ์แรกจะสิ้นสุดอย่างแน่นอนก่อนที่เหตุการณ์ที่สองจะเกิดขึ้นในอนาคต

If + Present Simple, may(will, shall, can) + V1

 

If

we hurry, we will catch the bus.
it doesn’t rain, I will play tennis.

 

Type 2

If + Past Simple , would (could, should, might) + V1

    If clause แบบที่ 2 ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน หรือจินตนาการ (Impossible and imaginary) เช่น

If

I had 1 million baht, I would go around the world. ถ้าฉันมีเงิน 1 ล้านบาทฉันจะไปเที่ยวรอบโลก (แต่จริงๆ แล้วไม่มีจึงยังไปไม่ได้)
today were Sunday, I would be at home. (but today isn’t sunday)

    สำหรับ if clause ที่มี  verb to be   เราอาจจะใช้ were กับประธานทุกตัว เพื่อเน้นว่าเหตุการณ์นั้นเป็นไปไม่ได้จริงๆ

Type 3

If + Past perfect , would(could, should, might)  have + V3

If clause แบบที่ 3 ใช้กับเหตุการณ์ที่ตรงข้างกับความเป็นจริงในอดีต   เช่น

If

he had studied harder, he would have passed the exam. ถ้าเขาขยันกว่านี้ เขาก็คงจะสอบผ่าน (แต่จริงๆ แล้วเขาไม่ค่อยขยัน จึงสอบตกไปแล้ว)
you had rung me, I would have come to see you. ถ้าคุณโทร.มาหาฉัน ฉันก็จะไปพบคุณ (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้โทร.มา เลยไม่ได้ไปพบ)

 

นอกจาก if แล้ว เราสามารถใช้คำว่า unless แทนได้ ถ้าความหมายของประโยคเป็นปฏิเสธ คำว่า  unless แปลว่า  ถ้า…ไม่ (if…not) เช่น

I can’t see if I don’t wear glasses. I can’t see unless I wear glasses.
If you don’t obey me, I won’t help you. Unless you obey me, I won’t help you.

Leave a Comment »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Blog at WordPress.com.

%d bloggers like this: